เหตุใดสังคมจึงเป็นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน? (Part 2)

source: https://www.prachachat.net/finance/news-442926

จากบทความที่แล้วที่มีการกล่าวถึงความเป็นไปของมนุษย์ในยุคโบราณ ในบทความนี้เราจะมาพิจารณาถึงทิศทางการเติบโตของสังคมมนุษย์ยุคใหม่หลังจากที่มีการคิดค้นตัวอักษรขึ้น ว่ามนุษย์ได้มีการนำองค์ประกอบที่ได้สั่งสม มาพัฒนาและต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

หลังจากที่มีการคิดค้นตัวอักษร มนุษย์ได้มีการนำเงินตรามาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกันเป็นเวลาหลายศตวรรษ ซึ่งเป็นเงินตรานี้เองที่ให้กำเนิดระบบทุนนิยมที่ทำให้คุณมีของแบรนด์แนม หรือบัตรเครดิตใช้ จากนั้นก็มีการเกิดขึ้นของลัทธิจักรวรรดินิยมที่เฟื่องฟูในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกเชื่อมถึงกันอย่างมิอาจแยกได้ นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ (Economy) อีกด้วย

อย่างไรก็ตามได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 — มีการอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ปัจจัยนี้ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวความคิดของมนุษย์ เพื่อที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำขึ้นอีก จึงทำให้ประชาคมโลกมีการผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า “เสรีนิยม” (Liberalism) — เป็นสาขาหนึ่งของลัทธิมนุษยนิยม (Humanism) โดยลัทธิเสรีนิยมนี่เองที่นำมาสู่ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ประเทศเราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ลัทธิเสรีนิยมนิยมยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีให้นำไปสู่ความทันสมัย ส่งผลให้ในปัจจุบันคุณมีอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่างๆนานาที่ช่วยในการอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ต ที่ช่วยให้คุณสามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆได้ง่ายยิ่งขึ้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา

ทำไมแค่มีเงินเราก็เข้าถึงทุกอย่างที่ต้องการได้

source: https://coinweek.com/ancient-coins/bad-money-ancient-counterfeiters-and-their-fake-coins/

เมื่อสังคมเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นจากผลของเกษตรกรรม บางครั้งจึงทำให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากเกินกว่าความต้องการในการบริโภค และนั่นทำให้ผลผลิตที่เกินกว่าความต้องการถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยน ทว่าการแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่มาแลกเปลี่ยนมีความต้องการในสิ่งของของกันและกันเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นอย่างมหาศาล จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณต้องการวัวของเพื่อนบ้านแต่คุณมีแต่รองเท้าไปแลก ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เพื่อนบ้านของคุณต้องการ ปัญหานี้เองจึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เงินตรา” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของนั่นเอง

เงินตราในอดีตอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ข้าวเปลือก เปลือกหอย ไปจนถึงเหรียญกษาปณ์ สิ่งที่ถูกใช้แทนเงินตราในยุคแรกมักเป็นสิ่งที่มีค่าในแง่คุณประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ อาทิเช่น ข้าวเปลือก และทองคำ แต่เนื่องจากปัญหาด้านความสะดวกสบายในการพกพา จึงทำให้รูปแบบของเงินตราเปลี่ยนแปลงไปในเวลาต่อมา เป็นเหรียญกษาปณ์ที่ทำจากโลหะผสมซึ่งไม่มีค่าในตัวของมันเอง ดังที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน

การจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้ลองนึกถึงกรณีวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศเวเนซุเอลา ที่ราคาสิ่งของพุ่งสูงขึ้น จนไม่ว่าจะใช้เงินที่มีอยู่เท่าไหร่ก็ไม่สามารถซื้อหามาได้ สิ่งนี้เกิดจากการที่เวเนซุเอลามีรายรับส่วนใหญ่จากธุรกิจน้ำมันในก่อนหน้าวิกฤตสร้างกำไรมหาศาลให้กับประเทศ สืบเนื่องมาจากสิ่งนี้ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้จ่ายเงินที่ได้ไปกับโครงการทางสังคมที่สิ้นเปลือง เช่น นโยบายประชานิยม ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 2014 ราคาน้ำมันได้ตกลง ทำให้รายรับที่ได้ย่อมลดลงเช่นเดียวกัน จนสุดท้ายก่อให้เกิดกรณีที่เงินทุนสำรองของประเทศน้อยกว่าหนี้สินระหว่างประเทศเป็นเท่าตัว นั่นส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสกุลเงินของเวเนซุเอลานั้นแทบไม่มี และไม่ว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถซื้อหาสิ่งของที่ต้องการมาได้

นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าเหตุการณ์ของประเทศเวเนซุเอลาอาจคล้ายกับที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เมื่อรายได้จากการท่องเที่ยวหายไปมหาศาลจากเหตุการณ์ COVID-19 และรัฐบาลก็ยังใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลืองอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ต้องมีหนี้ระหว่างประเทศที่มาจากการกู้เงินจำนวนหลายแสนล้าน โดยหนี้ครัวเรือนไม่มีทีท่าว่าจะลดลง สุดท้ายแล้วหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศเราอาจประสบจุดจบเหมือนประเทศเวเนซุเอลาก็เป็นได้

การลงทุนมีความเสี่ยง เหตุใดบางคนจึงกล้าเสี่ยง

source: https://www.earlytorise.com/revealed-the-best-investments-in-2018/

เมื่อการแลกเปลี่ยนสิ่งของทำได้ง่ายขึ้นอันเนื่องมาจากการเกิดขึ้นของเงินตรา จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ จากแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการผลิตแบบกินดีอยู่ดีแค่ในครัวเรือน มาเป็นการนำผลผลิตที่เหลือเกินจากความต้องการในครัวเรือนมาขายให้กับผู้อื่น และนำกำไรจากผลผลิตที่ขายได้มาลงทุนต่อเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มากขึ้น นั่นคือแนวคิดหลักของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

แนวความคิดนี้นำไปสู่การเกิดขึ้นขององค์ประกอบทางการเงินหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด หรือสินเชื่อ

บริษัทจำกัดในทงกฎหมายมีสถานะเป็นนิติบุคคล เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาอย่างเช่นเราๆ มันคงอยู่ได้แค่ในจินตนาการของมนุษย์เท่านั้น แต่เมื่อกฎหมายบัญญัติว่ามันมีตัวตนอยู่จริง แม้แต่คุณเองก็ย่อมยอมรับในเรื่องนี้ เหมือนกับคุณเองที่เชื่อว่าบริษัทแอปเปิ้ล มีอยู่จริง แม้มันจะประกอบด้วยผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่ง โรงงานสายการผลิต และพนักงานอีกมากมาย การเกิดขึ้นของบริษัทจำกัดทำให้ผู้ริเริ่มกิจการแบกรับความเสี่ยงที่จะธุรกิจล้มเหลวน้อยลง โดยกฏหมายระบุไว้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวเมื่อบริษัทล้มละลาย การที่กฎหมายระบุไว้เช่นนี้เป็นเพราะ การเกิดขึ้นของบริษัททำให้ความคล่องตัวในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และสั่งซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น สิ่งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 2–3 ศตวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้การเกิดขึ้นของบริษัทจำกัด ยังนำมาซึ่งอีกแนวคิดหนึ่งที่สำคัญคือ แนวคิดเกี่ยวกับสินเชื่อที่อิงกับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง คุณอาจกู้ยืมเงินจากธนาคารมาเปิดร้านขายกาแฟ ซึ่งธนาคารก็อาจอนุมัติสินเชื่อโดยคาดหวังว่าในอนาคตจะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่คุณจ่ายคืนอนาคตเมื่อกิจการของคุณประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการลงทุน การที่คุณลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่ง คุณย่อมคาดหวังว่าหุ้นของบริษัทนั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต และนั่นจะทำให้คุณได้กำไรอย่างงาม สิ่งเหล่านี้เป็นการเดิมพันกับความเสี่ยงที่จะคาดเดาผิดพลาด แต่เพราะความเสี่ยงนี้เองที่ทำให้ธุรกิจหลายๆอย่างเกิดขึ้นมาได้ในปัจจุบัน

เมื่อโลกทั้งใบรวมเป็นหนึ่ง

source: https://www.pri.org/stories/2019-01-31/european-colonization-americas-killed-10-percent-world-population-and-caused

เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้รับงบประมาณในการเดินเรือจากกษัตริย์สเปน และค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ. 1492 โดยบังเอิญ ความสำเร็จนั้นมีค่าตอบแทนเป็นทองคำจำนวนมากซึ่งถูกลำเลียงขนส่งไปยังประเทศสเปน อย่างไรก็ตามก่อนเกิดเรื่องราวความสำเร็จนี้ โคลัมบัสเคยเสนอแผนการเดินทางให้กับกษัตริย์โปรตุเกสมาก่อน แต่ก็ถูกปฏิเสธไป นั่นเป็นเพราะการจะเดินทางไกลต้องใช้งบประมาณที่สูง และกษัตริย์โปรตุเกสก็ไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงนี้ จึงทำให้พลาดโอกาสทองที่จะได้กอบโกยกำไรมหาศาล และหากจะกล่าวว่าเบื้องหลังความสำเร็จของโคลัมบัสคือ ทุนนิยมของสเปน ก็ไม่ผิดไปมากนัก

ต่อมาเมื่อถึงยุครุ่งเรืองของลัทธิจักรวรรดินิยม และมีการก่อตั้งบริษัทร่วมทุนสัญชาติอังกฤษที่ชื่อว่า บริษัทอีสต์อินเดีย ในปีค.ศ. 1600 โดยบริษัทนี้ทำหน้าที่ในการจัดหาสินค้าสำคัญจากอินเดียคือ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าชา เพื่อส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งผลจากการส่งออกสินค้าเหล่านี้ทำให้อังกฤษมีรายได้มหาศาล นอกจากนี้การมาถึงของลัทธิจักรวรรดินิยมยังทำให้สินค้าที่เคยราคาไม่สูงในท้องถิ่น มีการปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการ (Demand) ของต่างชาติอีกด้วย สิ่งนี้เองที่ทำให้ราคาของสินค้าทั่วโลกมีราคาต่างกันไม่มากนัก เพราะหากที่ใดที่หนึ่งราคาสินค้าที่ต่ำกว่าที่อื่นมาก จะทำให้เกิดอุปสงค์ (Demand) ภายนอกในการนำเข้าสินค้าจากที่แห่งนั้น จนเป็นช่องให้พ่อค้าผลผลิตในท้องถิ่นปรับราคาขึ้น ขณะเดียวกันราคาสินค้าก็จะปรับตัวลดลงในแหล่งปลายทาง อันเนื่องมาจากอุปทาน (Supply) ที่เพิ่มขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตจากภายนอกนั่นเอง

กลไกของอุปสงค์และอุปทาน หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” นี้เองที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนราคาสินค้าของตลาดโลกในปัจจุบัน

วิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงโลกเราได้อย่างไร

source: https://www.pacificsciencecenter.org/events/rocket-launch-day/

เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีมนุษย์คนใดเชื่อว่าลูกหลานของตนจะสามารถขึ้นไปเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ หรือแม้กระทั่งบินอยู่ท่ามกลางเวหาได้เหมือนวิหค แต่วิทยาศาสตร์ทำให้สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นไปได้ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้คุณสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยืนยาวขึ้น มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ และข้าวของเครื่องใช้นานาชนิดที่สามารถใช้ได้เป็นเวลานานโดยไม่เสื่อมสภาพ

โดยเริ่มต้นแล้ววิทยาศาสตร์ไม่ได้ประกอบด้วย 3 แขนงวิชาหลัก อันได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา อย่างที่เรารู้กันทั่วไปในปัจจุบัน เดิมทีในสมัยกรีกโบราณนั้นสิ่งเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันในศาสตร์ที่ชื่อว่าปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy) นักปราชญ์ชาวกรีกที่โด่งดังในสมัยนั้น อันได้แก่ เพลโต และอริสโตเติลได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์หลากหลายแขนง โดยเพลโตได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสมมติฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบของสิ่งต่างๆที่ปรากฎอยู่บนโลก ว่าต้องมีพื้นฐานมาจากรูปแบบทางเรขาคณิตต่างๆ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเพลโตพยายามทำความเข้าใจโลกกายภาพโดยอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้าช่วย

อย่างไรก็ตามถัดจากสมัยกรีก พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ก็ได้หยุดชะงักเป็นเวลานาน จนมาเริ่มมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญในสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีตัวอย่างของเหตุการณ์ที่สำคัญ อันได้แก่การที่โยฮันเนส เคปเลอร์ ได้มีการทำนายวงโคจรของดาวหางได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลการสังเกตการณ์มาประยุกต์ใช้กับความรู้ทางคณิตศาสตร์ หลังจากนั้นการศึกษาคุณสมบัติพื้นฐานของสสาร การศึกษากายวิภาคของมนุษย์ รวมทั้งหลักการทางฟิสิกส์ต่างๆ ก็ได้มีการศึกษาโดยยึดมั่นในแนวทางดังที่กล่าว

การพิสูจน์สมมติฐานโดยอ้างอิงข้อมูลจากการสังเกตการณ์นี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผู้ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยุคหลังหันมาให้ความสนใจกับข้อมูลจากการสังเกตการณ์มากขึ้น แทนที่จะเพ่งความสนใจไปที่ทฤษฎีซึ่งไม่ได้อ้างอิงกับหลักฐานใดๆ และด้วยแนวคิดนี้เอง ทำให้วิทยาศาสตร์มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจนก่อให้เกิดองค์ความรู้ อันนำไปสู่เทคโนโลยีต่างๆที่ทำให้คุณสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในปัจจุบัน

สังคมของเราสามารถก้าวผ่านความสับสนวุ่นวายทางความคิดได้อย่างไร

source: http://exclusive.multibriefs.com/content/associations-and-democracy/civil-government

ในช่วงยุคกลาง หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 15 หลายประเทศบนโลกกำลังถูกปกครองด้วยระบอบขุนนางศักดินา (Feudalism) ที่มีขุนนางเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมีการแจกจ่ายสิทธิ์การดูแลครอบครองให้กับขุนนางในลำดับที่ต่ำกว่าลดหลั่นกันไป โดยในระดับต่ำสุดจะคือ ชาวบ้านทั่วไปที่ต้องทำงานสร้างผลิตผลทางการเกษตรบนที่ดินเหล่านั้น และต้องเสียภาษีให้กับขุนนางที่ควบคุมดูแลอยู่ ในทางตรงกันข้ามขุนนางลำดับสูงสุดที่เป็นเจ้าของที่ดินของทั้งประเทศก็คือกษัตริย์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในยุโรปนั้นเริ่มจากสงครามครูเสด ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์และมุสลิม ที่ต้องการอ้างสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนต่างๆ สิ่งนี้ทำให้ฝั่งชาติยุโรปที่นับถือศาสนาคริสต์มีการระดมกลุ่มขุนนางระดับล่าง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าอัศวิน (Knight) มาช่วยทำการรบในสงครามดังกล่าว ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคือ เหล่าอัศวินที่มีชีวิตรอดกลับมาได้รับการเลื่อนยศ ส่งผลให้อำนาจที่เคยขึ้นกับขุนนางระดับสูงถูกกระจายไปมากยิ่งขึ้น อันเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบศักดินาและเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchy) ที่กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่เหล่าขุนนางสูงศักดิ์นั้นมีอำนาจลดลง

จุดพลิกผันอีกจุดหนึ่งคือ การประกาศอิสรภาพของ 13 อาณานิคมในอเมริกาจากการปกครองของอังกฤษ (ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) อันเป็นแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศฝรั่งเศสจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchy) เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ (Democratic Republic) โดยในคำประกาศนั้นเน้นยำในเรื่องของเสรีภาพ (Liberty) ความเสมอภาค (Equality) และภราดรภาพ (Fraternity) หลังจากนั้นคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงก็ถาโถมไปทั่วยุโรป

ในแง่สังคมการนำหลักการของประชาธิปไตยมาใช้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าคิดแบบเศรษฐศาสตร์เราอาจกล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยช่วยให้รัฐชาติ (Nation) สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบังคับใช้นโยบายต่างๆต้องผ่านความเห็นจากผู้แทนหลายฝ่าย ที่ต้องมีการถกเถียงระหว่างกันอันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในท้ายที่สุด นอกจากนี้มันยังทำให้ผู้คนในสังคมมีความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มมากขึ้น อันเกิดจากการที่พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมในการมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันได้มีอีกแนวคิดเกี่ยวกับระบอบการปกครองอุบัติขึ้น แนวคิดนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ การปกครองแบบสังคมนิยม (Communism) โดยใจความหลักคือรัฐบาลกลางต้องมีหน้าที่จัดสรรและแจกจ่ายทรัพยากรต่างๆให้กับประชากรอย่างเท่าเทียม กัน หนึ่งในนั้นได้แก่ การกำหนดราคาของสิ่งต่างๆ ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา บ่อยครั้งมักล้มเหลว และก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง ดังที่เกิดขึ้นในประเทศจีนในสมัยของเหมา เจ๋อ ตุง

อย่างไรก็ตามแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้มีการนำแนวคิดแบบสังคมนิยมมาประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน โดยแนวคิดด้านสวัสดิการสาธารณะ ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน และมันก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของประชากรดีขึ้น นอกจากนี้แนวคิดเกี่ยวกับการแทรกแซงราคาสิ่งของต่างๆโดยรัฐบาล (เฉพาะในสถานการณ์พิเศษบางครั้ง) ยังได้รับการสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า จอห์น เมห์นาร์ด เคนท์ ซึ่งกล่าวว่ารัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงราคาในบางครั้งบางครา ในกรณีที่ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ (ไม่สามารถเข้าสู่ดุลยภาพได้ด้วยตัวมันเอง)

จะเห็นได้ว่าอันที่จริงแล้วระบอบการปกครองที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ประกอบด้วยระบอบการปกครองเดียวแบบสมบูรณ์ แต่มันเป็นการผสมเอาข้อดีระหว่างแนวคิดแบบประชาธิปไตยและสังคมนิยมเข้าด้วยกัน อันนำไปสู่ระบอบการปกครองที่สามารถตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันของประชากรในสังคมได้ดีขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

คุณมีโอกาสถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าในอนาคตหรือไม่

source: https://ec.europa.eu/knowledge4policy/node/32205_it

หากพูดถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญอันส่งผลอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในตอนเช้าคุณอาจตื่นมาเช็คข่าวสารในโซเชียลเน็ตเวิร์คผ่านแอพพลิเคชันบนมือถือ ระหว่างเดินทางคุณก็อาจเจอกับจอโฆษณาอิเลกทรอนิกส์บนรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน นอกจากนี้ด้วยความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้มันสามารถสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการส่งต่อและประมวลผลข้อมูลสารสนเทศมหาศาลในชีวิตประจำวัน อันจะเห็นได้จากการเติบโตขึ้นของระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) และไลฟ์สไตล์แอพพลิเคชันต่างๆ อาทิเช่น เฟซบุ๊ค (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter), และเน็ตฟลิกซ์ (Netflix)

นอกจากนี้ขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ยังถูกพัฒนาให้เพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก โดยนำไปประยุกต์กับศาสตร์ที่เรียกว่า AI (Artificial Intelligence) ด้วยความก้าวหน้าขององค์ความรู้ด้าน AI ทำให้ในปัจจุบันเราสามารถมีหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ได้คล้ายคลึงกับมนุษย์มากขึ้น ระบบที่สามารถในการตรวจจับโรคที่แม่นยำ หรือแม้แต่ระบบที่มีความสามารถในการจดจำหน้าตาของคนจำนวนมาก (Facial Recognition)

อย่างไรก็ตามยิ่งนานวันเข้าความสามารถของ AI ก็ยิ่งขยายขอบเขตออกไปจนทำให้มันสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนและหลากหลายได้ดีกว่ามนุษย์ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้เองที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยเหตุที่ว่านโยบายทางสังคมในปัจจุบันนั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดว่าด้วยคุณค่าของปัจเจกบุคคล อาทิเช่น การกำหนดค่าแรงงานขั้นต่ำ หากคุณลองจินตนาการว่าวันใดที่ AI สามารถทำงานหลายๆอย่างแทนที่มนุษย์ได้แล้ว คุณค่าของปัจเจกบุคคลที่ทำงานเหล่านั้นจะลดลงหรือไม่ กล่าวอีกอย่างคือ สังคมโดยรวมจะตัดสินว่ายังมีความจำเป็นที่ต้องมีสวัสดิการแรงงานขั้นต่ำสำหรับบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ ถ้าพวกเขาสามารถได้รับประโยชน์โดยรวมมากกว่าด้วยการแทนที่ของ AI

ตั้งแต่เข้าสู่ยุคใหม่มนุษย์ได้มีพัฒนาการในด้านต่างๆอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากการเน้นการยังชีพแบบเกษตรกรรม หรือการสำรวจและขยายเขตแดนไปยังอาณาเขตใหม่ๆ ซึ่งนำมาสู่แหล่งทรัพยากรอันมีค่า ที่เมื่อถูกนำมาแจกจ่ายได้ช่วยเพิ่มปริมาณเงินทุนหมุนเวียนในเศรษฐกิจ และเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ที่ได้ถูกนำมาลงทุนต่อเพื่อพัฒนาและเพิ่มปริมาณเงินทุนหมุนเวียนในระบบให้มากขึ้นเรื่อยๆ และความน่าดึงดูดของเงินทุนนี้เองที่ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้

ด้วยความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์นี้เองที่ทำให้สังคมมนุษย์ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการจัดระเบียบของสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะระบอบการปกครองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมนุษย์เรายังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เรายังพยายามต่อไปในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆด้วยองค์ความรู้ที่น่าเหลือเชื่อ หนึ่งในองค์ความรู้ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือเรียกย่อๆว่า AI มันสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ชื่อว่าเป็นความหวังสูงสุดที่อาจทำให้มนุษยชาติก้าวขึ้นไปเป็นสุดยอดมนุษย์ (Homo Deus) ได้ ในขณะเดียวกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาโลกร้อน หรือปัญหาฝุ่นละออง ก็เป็นปัญหาสำคัญที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และหากไม่ได้รับการแก้ไขก็อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงได้

สุดท้ายแล้วอนาคตของมนุษย์เราจะเป็นอย่างไร เราจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์หรือล่มสลายก็มิอาจมีใครทำนายได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้เราสามารถเดินไปสู่หนทางที่ดีที่สุดทั้งต่อมนุษย์และโลกที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง

A data scientist who enthusiast to know more about the world. Interested and being a big reader in science topic including ai, physics, astronomy and psychology

A data scientist who enthusiast to know more about the world. Interested and being a big reader in science topic including ai, physics, astronomy and psychology